มงคล สิมะโรจน์

ประธานกรรมการ

ในปี 2564 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียงร้อยละ 1.6 แม้ว่าภาครัฐจะพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย อย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ทำเศรษฐกิจไทยหดตัวถึงร้อยละ 6.1 ในปีก่อนหน้า แต่ดูเหมือน ว่าเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก และไวรัสยังคงระบาดส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึง 2 ปี เป็นเวลายาวนานกว่าที่คาดการณ์กันไว้ แม้ว่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ มากขึ้น แต่กำลังซื้อภาคครัวเรือนก็ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร มีเพียงภาคส่งออกที่ยังเติบโต ได้ดี ผลกระทบจากโรคระบาดจะยังคงมีผลต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2565 เพราะไวรัสมีการกลายพันธุ์ และจำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มสูง มากขึ้นเรื่อยๆ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตจะไม่สูงมากนัก และประเทศไทยจะสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เป็นปกติมากขึ้น โดยในปี 2565 คาดกันว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะสามารถเติบโตได้ร้อยละ 3.5 - 4.5 หากสามารถควบคุมการระบาดของโรค หรือภาครัฐดำเนินการออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับไวรัสได้ดียิ่งขึ้น

สำหรับตลาดน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงต้นปี 2564 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 50 ดอลล่าร์สหรัฐ/บาร์เรล (WTI) และได้ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 80 ดอลล่าร์สหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงปลายปี ทำให้ราคาเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 68.17 ดอลล่าร์สหรัฐ /บาร์เรล สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนหน้าถึงร้อยละ 55 และในช่วงต้นปี 65 ราคาน้ำมันยังคงเดินหน้าขึ้นจนสูงกว่า 90 ดอลล่าร์สหรัฐ/บาร์เรล จากความต้องการฟื้นตัว ในขณะที่มีการควบคุมปริมาณการผลิตจากประเทศกลุ่มผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก และยังมีความตึง-เครียดระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้เกิดแรงกดดัน และเก็งกำไรราคาน้ำมันให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นไปอีกด้วย

สำหรับความต้องการน้ำมันในประเทศไทยโดยรวมลดลงร้อยละ 3.4 ในปี 2564 โดยน้ำมันเครื่องบินยังคงลดลงมากที่สุดถึงประมาณร้อยละ 35.2 ทั้งนี้ ในปี 2565 คาดการณ์กันว่า ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศจะขยายตัวอยู่ในระดับร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปี 2564 อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นปี 2565 ราคาน้ำมันคงตัวอยู่ในระดับที่สูงจนส่งผลกระทบในวงกว้างต่อค่าใช้จ่าย ของภาคธุรกิจต่างๆ ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ภาครัฐได้พยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการลดภาษีสรรพสามิตด้วย จึงนับว่าเป็นปีที่ท้าทายของผู้ค้าน้ำมัน เพราะมีแรงกดดันเรื่องราคาที่สูงเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะรับไหว และราคาน่าจะมีความผันผวนมากในช่วงที่เหลือของปี

ส่วนธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ในปี 2564 กลุ่มบริษัทฯ มีปริมาณการขายน้ำมันสำเร็จรูป 937 ล้านลิตร ลดลงจาก 1,048 ล้านลิตร ในปี 2563 ในอัตราร้อยละ 10.55 ซึ่งหลักๆ เกิดจากยอดขายน้ำมันอากาศยานที่ลดลงถึงร้อยละ 40 ส่วนยอดการขายปลีกผ่านสถานีบริการ และยอดการส่งออกลดลงเพียงร้อยละ 4

สำหรับผลประกอบการของกลุ่มบริษัทฯ ในปี 2564 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้รวม 20,184 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากปี 2563 ที่มีรายได้ 16,784 ล้านบาท แม้จะมีปริมาณการขายผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นมา สูงกว่าปีก่อนหน้าอย่างมาก กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 233 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 217 ล้านบาท หรือร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปี 2563 นับได้ว่ากลุ่มบริษัทฯ ยังคงสามารถบริหารจัดการธุรกิจผ่านช่วงวิกฤติ COVID-19 ไปได้อีก 1 ปี และหวังว่าสภาพเศรษฐกิจค่อยๆ ดีขึ้นในปีถัดไป

ในการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ได้จัดให้มีการสะสมคะแนนสำหรับลูกค้าด้วยระบบ SUSCO SMART MEMBER โดย การใช้เบอร์โทรศัพท์เป็นหมายเลขสมาชิกสำหรับสะสมคะแนนเพื่อแลกของรางวัลมากมาย เพื่อจูงใจให้ลูกค้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาการรับชำระเงินโดยใช้ QR Code เพื่อรองรับการใช้เงินสดที่ลดลง มีการร่วมมือทางการตลาดกับคู่ค้าต่างๆ ทั้งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ บัตรเครดิต และผู้ค้าออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีการใช้รถไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบริษัทฯ ได้เตรียมตัวจับมือกับพันธมิตรเพื่อทำจุดชาร์จไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันมาหลายปีแล้ว พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนธุรกิจอื่นๆ (Non-Oil) อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม ดูแลรถยนต์และยานพาหนะอื่นๆ รับส่งพัสดุ ให้มากขึ้น บริษัทฯ ใช้คำขวัญว่า “FUEL YOUR DAY” หรือ “เติมพลังให้วันของคุณ”โดยมองว่าในอนาคต สถานีบริการน้ำมัน จะเป็นจุดพักเพื่อเติมพลังงานต่างๆ ทั้งรถและผู้เข้ามาใช้บริการ ให้ขับรถกลับออกไปอย่างมีพลัง บริษัทฯ จะมีการพัฒนาสถานีบริการขนาดใหญ่ขึ้นที่เรียกว่า Lifestyle Station เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป (New Normal) เช่นการมีธุรกิจพันธมิตรที่เป็นร้านอาหาร และเครื่องดื่มแบบ Drive Thru มากขึ้น โดยเน้นให้การเข้าถึงสินค้า และบริการของผู้บริโภคเป็นไปด้วยความสะดวก ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย

ในนามของคณะกรรมการ ข้าพเจ้าใคร่ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้า คู่ค้า สถาบันการเงิน และผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่ได้เกื้อกูลกิจการของกลุ่มบริษัทด้วยดีเสมอมา ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานที่ได้ทุ่มเททำงานให้กลุ่มบริษัทฯ มีความเจริญเติบโตยิ่งขึ้นมาโดยตลอด ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านด้วยดีเช่นนี้ต่อไป เพื่อให้ธุรกิจของกลุ่มบริษัทยังคงเติบโตและมีความมั่นคงสืบต่อไป